ภาพยนต์เรื่องThe Lord of the Rings

เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์

เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ (อังกฤษ: The Lord of the Rings) เป็นนวนิยายแฟนตาซีขนาดยาว เขียนโดยศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ J. อาร์อาร์โทลคีนเป็นความต่อเนื่องของนวนิยายเรื่องก่อนหน้าของโทลคีนเรื่อง There and Back Again (หรือที่เรียกว่า “The Hobbit”) แต่ขยายความซับซ้อนของพล็อต โทลคีนเขียนเรื่องนี้ระหว่าง พ.ศ. 2480 ถึง พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1937-1949) เนื่องจากหนังสือเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนและจัดจำหน่ายระหว่างปี พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2498 สำนักพิมพ์พบว่าไม่สามารถใช้หนังสือได้ นวนิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากมาย ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนวนิยายที่ดีที่สุดของศตวรรษที่ 20

The Lord of the Rings” เรื่องราวเกิดขึ้นในดินแดนสมมติที่เรียกว่า “มิดเดิ้ลเอิร์ ธ ” ตัวอย่างเช่นมนุษย์เอลฟ์ (หรือเอลฟ์ในฉบับแปลไทย) ฮอบบิทคนแคระพ่อมดและออร์คแกนหลักของเรื่องจะเกี่ยวข้องกับวงแหวนอันเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างโดยปีศาจเซารอน ไปยังส่วนต่าง ๆ ของมิดเดิลเอิร์ธ จนถึงเหตุการณ์สงครามแหวน โดยผ่านมุมมองของตัวละครฮอบบิทคนหนึ่งที่ชื่อ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ ในตอนท้ายของเรื่องยังมีภาคผนวกอีก 12 ชุดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของโลกในนิยาย รวมถึงภูมิหลังด้านภาษาศาสตร์ของวัฒนธรรมต่าง ๆ ในนิยายด้วย

เมื่อพิจารณางานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของโทลคีนประกอบ จะเห็นว่า เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นชิ้นงานที่ขยายผลมาจากโครงเรื่องต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ เป็นชิ้นงานที่มีความซับซ้อน และยังเป็นเหตุการณ์ในลำดับสุดท้ายของปกรณัมของโทลคีนที่ได้บรรจงสร้างมาเนิ่นนานตั้งแต่ พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ผลงานเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ และงานเขียนชิ้นอื่น ๆ ของเขาได้แสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางด้านภาษา ด้านโครงตำนาน ด้านแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรม และด้านศาสนศาสตร์ จนส่งผลต่อวงการวรรณกรรมแฟนตาซียุคต่อมาเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากงานของโทลคีนต่อสังคมทำให้คำว่า “แบบโทลคีน” (“Tolkienian” และ “Tolkienesque”) ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ฉบับออกซฟอร์ด 

ความนิยมอย่างล้นหลามและยาวนานในหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ยังเป็นจุดกำเนิดของงานเทศกาล ประเพณี ชมรม และสมาคมต่าง ๆ มากมาย โดยบรรดาผู้ชื่นชอบผลงานของเขา  รวมทั้ง หนังสือในแง่มุมหลายหลากเกี่ยวกับตัวของโทลคีนหรืองานเขียนชิ้นต่าง ๆ ของเขา เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ได้สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องต่องานศิลปะ ภาพวาด ดนตรี ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ เกม และวรรณกรรมชิ้นอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีการดัดแปลงนิยายเรื่องนี้ไปเป็นบทละครวิทยุ ละครเวที รวมถึง ภาพยนตร์หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไตรภาคในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2003 เป็นครั้งที่กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจในผลงานของโทลคีนขึ้นมาอย่างสูงมากอีกครั้งหนึ่ง

ภูมิหลังของเรื่อง

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของเรื่องราวใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ มีการประพันธ์ขึ้นในระหว่างการเขียนหนังสือเรื่องนี้เอง ต่อมาจึงได้นำไปบรรจุในส่วนของภาคผนวก และในบทสุดท้ายของหนังสือ ซิลมาริลลิออน ซึ่งตีพิมพ์หลังจากโทลคีนเสียชีวิตไปแล้ว ความโดยย่อ คือ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนเหตุการณ์ในนิยาย เมื่อจอมมารมืด เซารอน สร้างแหวนเอกธำมรงค์ขึ้นเพื่อควบคุมบงการแหวนแห่งอำนาจวงอื่น ๆ เซารอนเปิดฉากสงครามเพื่อชิงแหวนแห่งอำนาจ 16 วง แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่เหล่าผู้นำชาวคนแคระและมนุษย์ มนุษย์ได้รับแหวนไป 9 วง และถูกอำนาจแหวนครอบงำไปจนกลายเป็นภูตแหวนซึ่งไร้ชีวิต เป็นสมุนตัวฉกาจของเซารอนในยุคต่อมา ทว่าแหวนแห่งอำนาจยังมีอีก 3 วงที่รอดพ้นเงื้อมมือของเซารอนไป นั่นคือแหวนแห่งเอลฟ์ ที่ไปอยู่ในความอารักขาของเอลฟ์ระดับราชนิกุลที่ทรงพลังอำนาจ ในการสงครามคราวนั้นฝ่ายมนุษย์แห่งนูเมนอร์ได้ให้ความช่วยเหลือแก่พวกเอลฟ์จนทำให้เซารอนต้องล่าถอย ภายหลังชาวนูเมนอร์ยังยกทัพมามิดเดิลเอิร์ธและจับตัวเซารอนกลับไปยังเกาะของตน อย่างไรก็ดีด้วยความเจ้าเล่ห์ของเซารอน เขาได้ยุแหย่จนกษัตริย์นูเมนอร์คิดท้าทายอำนาจแห่งวาลาร์ (เป็นเหมือน ‘เทพ’ ในปกรณัมของโทลคีน) จนยกทัพไปตีแผ่นดินอมตะ เกาะนูเมนอร์จึงพินาศล่มสลายลง ดวงจิตของเซารอนหนีกลับมามิดเดิลเอิร์ธได้ แต่ก็มีชาวนูเมนอร์จำนวนหนึ่งหนีรอดมาได้เช่นกัน นั่นคือเอเลนดิลกับบุตรทั้งสอง คืออิซิลดูร์และอนาริออน

เซารอนทำสงครามไม่หยุดหย่อนกับชาวนูเมนอร์ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นเวลายาวนานนับร้อยปี จนกระทั่ง เอเลนดิลร่วมมือกับกษัตริย์ กิลกาลัด ก่อตั้งกองทัพพันธมิตรครั้งสุดท้ายระหว่างเอลฟ์และมนุษย์ และยกทัพไปตีมอร์ดอร์ ทำลายกองทัพของเซารอนและหอคอยบารัด-ดูร์ลง หลังจากการรบติดพันยาวนานถึงเจ็ดปี เซารอนจึงออกมาต่อสู้ด้วย เขาสังหารกิลกาลัดและเอเลนดิลได้ แต่ก็สิ้นอำนาจไปเมื่ออิซิลดูร์ใช้เศษดาบนาร์ซิลตัดนิ้วที่สวมแหวนของเซารอนขาด เหตุนี้ดวงจิตของเซารอนจึงเตลิดหนีไป ส่วนอิซิลดูร์เก็บแหวนเอกไว้ เป็นที่ระลึกและเป็นการชดเชยกับการสูญเสียบิดากับน้องชายของตน

จากนั้น จึงเริ่มต้นยุคที่สามของอาร์ดา สองปีต่อมา อิซิลดูร์กับกองกำลังของเขาโดนพวกออร์คซุ่มโจมตีที่แถบทุ่งแกลดเดน ระหว่างการเดินทางไปริเวนเดลล์ อิซิลดูร์ต้องธนูอาบยาพิษสิ้นพระชนม์ ส่วนแหวนเอกก็เลื่อนหลุดจากนิ้วมือของเขาหายไปในแม่น้ำอันดูอิน และนอนแน่นิ่งอยู่ใต้แม่น้ำนั้นเป็นเวลานานกว่าสองสหัสวรรษ

แหวนเอกถูกค้นพบอีกครั้งโดยฮอบบิทชาวเรือชื่อ ดีเอโกล ซึ่งไปตกปลากับเพื่อนชื่อ สมีโกล แต่สมีโกลฆ่าดีเอโกลเพื่อชิงแหวน แล้วโดนขับออกจากหมู่บ้าน จึงหนีไปอาศัยอยู่ใต้เทือกเขามิสตี้ เขาลุ่มหลงมัวเมาตกอยู่ในอำนาจแหวน จนกลายเป็นสัตว์รูปร่างน่าเกลียด เรียกชื่อตัวเองว่า กอลลัม อีกหลายร้อยปีต่อมาจึงเกิดเหตุการณ์ดังในเรื่อง เดอะฮอบบิท เมื่อฮอบบิทชื่อ บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ได้พบแหวนเอกในถ้ำของกอลลัมโดยบังเอิญ แล้วนำมันกลับมาบ้าน โดยไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าแหวนนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าเพียงแหวนวิเศษธรรมดา ๆ

โครงเรื่อง

หนังสือทั้งสามตอน ภายในประกอบด้วย “เล่ม” ย่อยอีกตอนละสองเล่ม รวมทั้งสิ้นเป็นหกเล่ม [หมายเหตุ: สำหรับฉบับภาษาไทย ที่จัดพิมพ์เป็น 3 เล่มนั้น ภายในก็ยังแบ่งเป็นสองเล่มอยู่เช่นเดิม]

The Fellowship Of The Ring

ดูบทความหลักที่: ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตอน มหันตภัยแห่งแหวน

เล่มที่หนึ่งเริ่มต้นเหตุการณ์ด้วยงานวันเกิดของบิลโบในแคว้นไชร์ ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 60 ปีหลังจากเหตุการณ์ในเรื่อง เดอะฮอบบิท บิลโบตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยอีกครั้ง ทิ้งมรดกทั้งปวงรวมถึง “แหวน” วงนั้น ให้แก่ญาติคนหนึ่งที่เขารับไว้เป็นทายาท ชื่อว่าโฟรโด แบ๊กกิ้นส์ หลังจากงานวันเกิดผ่านไป พ่อมดเทาแกนดัล์ฟ เพื่อนเก่าแก่ของครอบครัวก็ย้อนกลับมาที่ไชร์ และพิสูจน์ได้ว่าที่แท้แหวนของบิลโบวงนั้นคือ แหวนเอก ซึ่งเซารอนเจ้าแห่งความมืดติดตามหามาตลอดช่วงยุคที่สาม เวลาเดียวกันนั้น กอลลัมเดินทางเข้าไปที่มอร์ดอร์และโดนจับตัวได้ ทำให้เซารอนรู้ว่าแหวนตกไปอยู่ในความครอบครองของ “แบ๊กกิ้นส์”

เซารอนส่งภูตแหวนออกมาติดตามหาแหวน แต่แกนดัล์ฟได้สั่งให้โฟรโดเดินทางออกจากไชร์แล้ว พร้อมกับแซมไวส์ แกมจี (แซม) คนรับใช้และคนสวนของตระกูล นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฮอบบิทอีกสองคนของโฟรโดติดตามมาด้วย คือเมอเรียด็อค แบรนดี้บั๊ก (เมอร์รี่) กับ เปเรกริน ตุ๊ก (ปิ๊ปปิ้น) ทั้งหมดเดินทางออกจากไชร์จากดินแดนบั๊กแลนด์เข้าสู่ป่าดึกดำบรรพ์ ได้พบกับทอม บอมบาดิล และไปถึงเมืองบรีได้พบกับมนุษย์ผู้หนึ่งชื่อว่า สไตรเดอร์ หรืออารากอร์น บุตรแห่งอาราธอร์น ผู้นำแห่งเหล่าดูเนไดน์แห่งดินแดนเหนือ ซึ่งเป็นทายาทบัลลังก์อาร์นอร์และกอนดอร์ อารากอร์นพาพวกฮอบบิทเดินทางไปจนถึงริเวนเดลล์ แต่ระหว่างทางพวกเขาถูกภูตแหวน (นาซกูล) โจมตี และโฟรโดได้รับบาดเจ็บสาหัส กลอร์ฟินเดล เอลฟ์สูงศักดิ์คนหนึ่งมาพบและช่วยเหลือพวกเขาไว้ได้ทัน

ในเล่มสอง โฟรโดได้รับการรักษาจากเอลรอนด์ เจ้าผู้ครองริเวนเดลล์ และได้พบกับบิลโบซึ่งออกเดินทางมาพักผ่อนอยู่ที่นี่ นอกจากนั้นยังมีผู้แทนจากเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ พากันเดินทางมาริเวนเดลล์ (ได้แก่เอลฟ์ คนแคระ และมนุษย์ จากอาณาจักรต่าง ๆ) จึงเกิดเป็นการประชุมเรียกว่า ที่ประชุมของเอลรอนด์ เพื่อหาข้อสรุปและแนวทางในการต่อต้านเหล่าปีศาจ ที่ประชุมสรุปว่าหนทางเดียวที่จะต่อกรกับเจ้าแห่งความมืดได้ คือต้องทำลายแหวนเอกเสียเท่านั้น โดยต้องนำแหวนไปทิ้งลงในปล่องภูเขาไฟในเมาท์ดูม ซึ่งเป็นไฟที่ใช้สร้างมันขึ้นมา โฟรโดรับอาสาภารกิจนี้ เอลรอนด์จึงแต่งตั้ง “คณะพันธมิตรแห่งแหวน” เพื่อช่วยเหลือโฟรโดในระหว่างการเดินทาง

คณะพันธมิตรแห่งแหวนเดินทางผ่านทุ่งหญ้า เทือกเขา เข้าไปในเหมืองมอเรีย โดยมีกอลลัมแอบติดตามไปตลอดทาง เมื่อพวกเขาเข้าไปในเหมือง กลับถูกลอบโจมตีโดยพวกออร์คกับบัลร็อกที่เข้าไปยึดเหมืองนั้นไว้ก่อนแล้ว แกนดัล์ฟต่อสู้กับบัลร็อกเพื่อให้ชาวคณะหลบหนีไปได้ แต่ตัวเขาเองต้องตกลงไปในปล่องเหวอันมืดมิดใต้มอเรีย เมื่อคณะพันธมิตรหนีออกจากมอเรียได้ อารากอร์นจึงพาคนที่เหลือหนีไปยังลอธลอริเอน อาณาจักรของเลดี้กาลาเดรียลและลอร์ดเคเลบอร์น หลังจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมาถึงน้ำตกใหญ่ในแม่น้ำอันดูอิน โฟรโดตัดสินใจจะเดินทางต่อเพียงลำพัง เนื่องจากโบโรเมียร์ถูกอำนาจแหวนล่อลวงจนคิดจะแย่งแหวนมาครองเอง แต่ขณะโฟรโดจะแอบหนีไป แซมตามมาทันและขอร่วมเดินทางไปด้วย

The Two Towers

ดูบทความหลักที่: ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตอน หอคอยคู่พิฆาต

ในหนังสือภาคสอง เหตุการณ์ในเรื่องจะแยกออกเป็นสองส่วน โดยที่เล่มสามบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคณะพันธมิตรแห่งแหวนที่เหลืออยู่ คือซารูมานส่งอูรุกไฮมาชิงตัวผู้ถือแหวน แต่พวกมันเข้าใจผิดจึงจับตัวเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นไป โบโรเมียร์ต่อสู้เพื่อป้องกันฮอบบิททั้งสองจนเสียชีวิต อารากอร์น เลโกลัส และกิมลี ตัดสินใจไปช่วยเหลือเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้น ทั้งสามได้พบกับแกนดัล์ฟซึ่งคืนชีพใหม่เป็น แกนดัล์ฟ พ่อมดขาว หลังจากต่อสู้เอาชนะบัลร็อกแล้วจึงถูกส่งกลับมามิดเดิลเอิร์ธอีกครั้งเพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสี่เดินทางไปยังอาณาจักรโรฮัน และช่วยโรฮันต่อสู้กับซารูมานในสมรภูมิป้อมฮอร์นเบิร์ก เวลาเดียวกันนั้นเมอร์รี่กับปิ๊ปปิ้นหนีพ้นจากพวกอูรุกไฮ และไปอยู่ในความดูแลของพวกเอนท์ ช่วยพวกเอนท์โจมตีไอเซนการ์ด ขังซารูมานไว้ในหอคอย จากนั้นทั้งสองกลุ่มได้มาพบกันอีกครั้งหลังสิ้นสุดสงคราม

เล่มสี่เล่าเหตุการณ์ทางด้านของโฟรโดและแซม ที่หาทางเข้าไปยังเมาท์ดูม ทั้งสองจับตัวกอลลัมได้และบังคับให้มันนำทางเข้าไปในมอร์ดอร์ แต่เมื่อไปถึงประตูดำก็พบกองทัพจำนวนมากจึงไม่อาจผ่านเข้าไปได้ กอลลัมเสนอหนทางลับเข้าไปในมอร์ดอร์ ผ่านทางหุบเขาอันน่าสยดสยองแห่งมินัสมอร์กูล ระหว่างทางพวกเขาโดนกองกำลังลาดตระเวนของกอนดอร์จับตัวได้ และได้พบฟาราเมียร์ น้องชายของโบโรเมียร์ โฟรโดอธิบายให้ฟาราเมียร์เข้าใจสถานการณ์และเห็นพ้องว่า การทำลายแหวนทิ้งเสียจะเป็นการดีกว่านำแหวนกลับไปใช้เป็นอาวุธ ในตอนท้ายเล่ม กอลลัมหักหลังโฟรโดโดยพาเขาไปติดกับอยู่ในถ้ำของนางแมงมุมชีล็อบ โฟรโดถูกพิษแมงมุมสิ้นสติไป แต่แซมเข้าสู้กับนางและไล่นางไปได้ พวกออร์คผ่านมาพอดีจึงจับตัวโฟรโดไป ฝ่ายแซมซึ่งคิดว่าเจ้านายของตนตายแล้วจึงได้เอาแหวนมาเก็บไว้ ทำให้แหวนรอดจากเงื้อมมือพวกออร์คโดยบังเอิญ เวลาเดียวกันนั้นเซารอนส่งกองทัพใหญ่ออกไปสู่สมรภูมิบนมิดเดิลเอิร์ธ เป็นการรบครั้งใหญ่ที่สุดในสงครามแหวน โดยมีวิชคิง หัวหน้าเหล่าภูตแหวน เป็นแม่ทัพเข้าโจมตีกอนดอร์

The Return Of The King

ดูบทความหลักที่: ลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตอน กษัตริย์คืนบัลลังก์

ในหนังสือภาคสาม เริ่มเหตุการณ์ในเล่มห้าที่แกนดัล์ฟกับปิ๊ปปิ้นเดินทางมาถึงมินัสทิริธ และเตือนให้เมืองหลวงแห่งกอนดอร์เตรียมพร้อมรับศึก เมอร์รี่เข้าร่วมกองทัพของโรฮันยกติดตามมา ระหว่างทาง อารากอร์นนำกำลังส่วนหนึ่งแยกไปตาม “เส้นทางมรณะ” (Paths of the Dead) เพื่อขอความช่วยเหลือจากกองทัพปีศาจผู้ตกอยู่ในคำสาปของบรรพกษัตริย์กอนดอร์ ให้ช่วยสกัดทัพเรือคอร์แซร์ที่ยกมาจากอุมบาร์ จากนั้นแกนดัล์ฟ อารากอร์น และคนทั้งหมดเข้าร่วมในการสงครามใหญ่ที่เซารอนหมายเข้ายึดมินัสทิริธ เรียกว่าสมรภูมิทุ่งเพเลนนอร์ ทัพโรฮันมาถึงทันเวลาและป้องกันเมืองมินัสทิริธไว้ได้ แต่เซารอนยังมีกองกำลังจำนวนมากเตรียมพร้อมยกหนุนมาอีก ฝ่ายกองทัพอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าโจมตีประตูดำแห่งมอร์ดอร์ แม้จะไม่มีหวังได้รับชัยชนะก็ตาม ทั้งนี้ก็ด้วยความหวังเพียงประการเดียวคือหันเหความสนใจของเซารอนมาที่พวกตน เพื่อซื้อเวลาให้โฟรโดสามารถเข้าไปทำลายแหวนได้

เล่มหก แซมตามไปช่วยโฟรโดออกมาได้ แล้วเดินทางข้ามที่ราบอันหฤโหดของมอร์ดอร์เข้าไปถึงเมาท์ดูม (โดยมีกอลลัมลอบตามไปตลอดทาง) แต่ในที่สุดแหวนมีอำนาจเหนือจิตใจของโฟรโดมากจนเขาไม่สามารถโยนมันทิ้งลงไปในภูเขาไฟ และประกาศตัวเป็นเจ้าของแหวน เมื่อนั้นบรรดานาซกูลจึงรู้ถึงตำแหน่งของแหวนและหันหน้ากลับไปยังโอโรดรูอิน แต่กอลลัมเมื่อเห็นโฟรโดประกาศครอบครองแหวน ก็เข้ายื้อแย่งและกัดนิ้วที่สวมแหวนของโฟรโดจนขาด มันตื่นเต้นดีใจจนขาดสติแล้วลื่นไถลตกลงไปในปล่องภูเขาไฟ ทำให้แหวนถูกทำลายไป เหล่าปีศาจและสิ่งก่อสร้างทั้งปวงที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจดวงจิตของเซารอนจึงพังพินาศไปพร้อมกับแหวนด้วย และกองทัพของอิสระชนแห่งมิดเดิลเอิร์ธเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

อารากอร์นได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกอนดอร์ และอภิเษกกับอาร์เวน บุตรีของเอลรอนด์ แต่ผลกระทบจากสงครามยังไม่สิ้นสุด เพราะซารูมานที่หนีไปจากไอเซนการ์ดได้เดินทางไปถึงไชร์ และเข้ายึดแคว้นนั้นไว้ เมื่อโฟรโดกับเพื่อนเดินทางกลับไปถึง ก็หาทางแก้ไข ยึดแคว้นไชร์คืนกลับมาได้ ถึงกระนั้น ไชร์ก็ไม่ใช่ไชร์อย่างที่พวกเขาเคยรู้จักอีกต่อไป ในตอนท้ายเล่ม โฟรโดที่ยังคงเจ็บบาดแผลจากนาซกูลอยู่เสมอ และบิลโบก็ยังอ่อนแอเนื่องจากอายุและพลังของแหวน เหล่าเอลฟ์จึงตัดสินใจอนุญาตให้ โฟรโดเดินทางข้ามทะเลไปสู่แผ่นดินตะวันตกพร้อมกับบิลโบและเหล่าเอลฟ์ เพื่อไปใช้ชีวิตเป็นอมตะกับอมตะชนที่ยังเหลืออยู่

ภาคผนวก

ภาคผนวกของหนังสือประกอบด้วย ลำดับเหตุการณ์ในปกรณัม ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์และภาษาต่างๆ บนมิดเดิลเอิร์ธ เช่นวงศ์กษัตริย์อาร์นอร์และกอนดอร์ อักขระเทงกวาร์ ปฏิทินของชาวฮอบบิท และเรื่องราวโดยละเอียดของตำนานอารากอร์นกับอาร์เวน เป็นต้น

เมื่อตรวจสอบกับตารางเวลาในปกรณัมของโทลคีน เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มขึ้นในวันเกิดของบิลโบ คือวันที่ 22 กันยายน ปีที่ 3001 ยุคที่สาม สิ้นสุดลงเมื่อแซมไปส่งโฟรโดและกลับถึงแบ๊กเอนด์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ปีที่ 3021 ยุคที่สาม แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ของเรื่องเกิดขึ้นใน “ศักราชอันยิ่งใหญ่” คือปีที่ 3018 – 3019 ของยุคที่สาม นับจากโฟรโดเดินทางออกจากแบ๊กเอนด์ในวันที่ 23 กันยายน ปีที่ 3018 จนถึงวันที่ทำลายแหวนเอกในเมาท์ดูมอีกหกเดือนถัดมา คือวันที่ 25 มีนาคม ปีที่ 3019

เบื้องหลังการประพันธ์และการตีพิมพ์

โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นตอนต่อจากเรื่อง เดอะฮอบบิท ซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม[4] ทำให้สำนักพิมพ์เรียกร้องให้โทลคีนรีบส่งผลงานเกี่ยวกับ ฮอบบิท และ กอบลิน มาอีกโดยด่วน ในปีนั้นโทลคีนอายุ 45 ปี เขาจึงได้เริ่มวางโครงเรื่องนิยายตอนใหม่ ต่อมา กลายเป็น เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยใช้เวลาประพันธ์ยาวนานถึง 12 ปี เขาเขียนเสร็จในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ครบทั้งหมดก็ล่วงไปถึง ค.ศ. 1955 ซึ่งเขามีอายุได้ 63 ปี

ที่จริงโทลคีนไม่ได้คิดจะเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท งานประพันธ์หลัก ๆ ของเขาส่วนใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโลกอาร์ดา เรื่องราวของซิลมาริล และชนชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นที่มาของเหตุการณ์ใน เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ผู้ที่ศึกษาชีวประวัติของโทลคีนจำนวนมากต่างลงความเห็นว่า งานที่เป็น “ผลงานแห่งดวงใจ” ของโทลคีนที่แท้แล้ว คือ ซิลมาริลลิออน แต่เขาเขียนเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดี ก็เสียชีวิตไปเสียก่อน คริสโตเฟอร์ โทลคีน บุตรชายของเขาเป็นผู้รวบรวมเรียบเรียง แต่งเติมช่องว่างจนสมบูรณ์ และตีพิมพ์ ซิลมาริลลิออน ออกมาในที่สุดเมื่อ ค.ศ. 1977 อย่างไรก็ดี เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็เป็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อาร์ดาของโทลคีน เป็นเหตุการณ์ลำดับสุดท้ายของปกรณัมซึ่งโทลคีนเคยหวังว่าจะเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์สำหรับวงล้อประวัติศาสตร์ทั้งมวล

ในที่สุด โทลคีนก็ตัดสินใจเขียนเรื่องการผจญภัยของ “ฮอบบิทคนใหม่” ในเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) เขาลองผิดลองถูกอยู่หลายโครง จนความคิดเกี่ยวกับ “แหวนเอก” แวบเข้ามา เขาเปลี่ยนแนวเรื่องจากการเขียนตอนต่อของ เดอะฮอบบิท ไปเป็นตอนต่อจาก ซิลมาริลลิออน งานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ของเขานั่นเอง ถึงกระนั้น กว่าแนวคิดเรื่องการปรากฏตัวและการหายตัวไปของบิลโบ นัยยะของแหวนเอก และรายละเอียดอื่น ๆ จะเข้าที่เข้าทางก็ล่วงไปถึงปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) แนวคิดเริ่มแรกเขาคิดจะเขียนให้บิลโบใช้สมบัติจนหมดและออกผจญภัยเพื่อค้นหาขุมทรัพย์ใหม่ ๆ แต่เมื่อแนวเรื่องเปลี่ยนมาเป็นเรื่องของ “แหวนเอก” บรรยากาศของเรื่องก็จริงจังมากขึ้นจนเกินกว่าจะใช้ตัวละครเอกเป็นฮอบบิทผู้ร่าเริงสนุกสนานอย่างบิลโบ โทลคีนนึกหาตัวละครอื่นที่เป็นญาติกับบิลโบมาแทน เริ่มแรกเขาคิดจะให้เป็นลูกชาย (ชื่อ บิงโก แบ๊กกิ้นส์) แต่มีคำถามอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น ใครเป็นภรรยาของบิลโบ และทำไมบิลโบจึงยอมให้ลูกชายเดินทางเสี่ยงอันตรายอย่างนั้น ในที่สุด เรื่องจึงมาลงตัวที่ญาติห่าง ๆ คนหนึ่งของบิลโบที่รับมาเลี้ยงเป็นหลาน คือ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์

ความที่โทลคีนเป็นคนประณีตละเอียดลออ งานเขียนจึงคืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า และมักโดนขัดจังหวะอยู่บ่อย ๆ ด้วยงานสอนกับงานด้านวิชาการของโทลคีนเอง โทลคีนเคยหยุดเขียนเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ไปในปี พ.ศ. 2486 (ค.ศ. 1943) แต่ด้วยแรงผลักดันจากคริสโตเฟอร์ ลูกชาย และ ซี. เอส. ลิวอิส เพื่อนรัก ซึ่งโทลคีนเขียนเรื่องเป็นตอน ๆ ส่งให้ทั้งสองคนอ่าน โทลคีนพยายามเขียนต่อจนจบและส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ได้ในปี พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ทว่า โทลคีนยังคงปรับแก้รายละเอียดของเรื่องต่อไปอีกจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949)

แนวคิดในการประพันธ์

โทลคีนแต่งเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ขึ้นจากพื้นฐานความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ ศาสนา (โดยเฉพาะความเชื่อแบบโรมันคาทอลิก) และนิทานพื้นบ้านโดยเฉพาะตำนานนอร์ส นอกเหนือจากนั้น ประสบการณ์ของเขาในระหว่างการเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็มีส่วนอยู่ด้วยค่อนข้างมาก  รายละเอียดที่เขานำมาตกแต่งลงในโลกในจินตนาการของเขา (หรือเออา) เป็นฉากหลังของเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ก็มีส่วนมาจากประสบการณ์เหล่านี้

ครั้งหนึ่งโทลคีนเคยบอกกับเพื่อนคนหนึ่งของเขา คือ คุณพ่อโรเบิร์ต เมอเรย์ เกี่ยวกับ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ว่า “เป็นงานที่มีพื้นฐานมาจากศาสนา แม้ตอนแรกจะไม่ได้เขียนขึ้นโดยตั้งใจ แต่ในระหว่างการแก้ไข ผมจงใจปรับให้เป็นอย่างนั้น” เพราะแนวทางของเรื่องโดยพื้นฐานเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม และการที่ความถ่อมตนสามารถเอาชนะความยโส ในมหากาพย์ยังมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตาย เรื่องของความเป็นอมตะ ความเมตตากรุณา การฟื้นคืนชีพ การกลับใจและสำนึกในบาป การเสียสละตนเอง ความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ ความยุติธรรม ความเป็นมิตร และการเยียวยารักษา นอกจากนี้ ในบทอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “โปรดนำทางพวกเราให้พ้นจากความมัวเมาและปีศาจร้าย” ก็เป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่โทลคีนสื่อออกมาผ่านตัวละคร โฟรโด ในการที่เขาพยายามกระเสือกกระสนให้พ้นจากการครอบงำของแหวนเอก 

สำหรับความเชื่อในศาสนาอื่น ๆ นอกเหนือจากศาสนาคริสต์ ก็มีปรากฏในงานชุดมิดเดิลเอิร์ธนี้เช่นกัน เช่น ตัวละครไอนัวร์ – เหล่าวาลาร์และไมอาร์ ที่เป็นเสมือน “เทพ” ผู้คอยทำหน้าที่สร้างและปกปักรักษาโลก เป็นแนวคิดในลักษณะเดียวกับปวงเทพของตำนานกรีกและนอร์ส ถึงแม้ในเรื่องนี้ เหล่าไอนัวร์ก็ล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์จากเอรู อิลูวาทาร์ หรือ “พระผู้เป็นหนึ่ง” เช่นกัน ความเชื่อในตำนานอื่นนอกศาสนาคริสต์ยังปรากฏออกมาผ่านตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหลาย เช่น คนแคระ เอลฟ์ ฮอบบิท และเอนท์ เป็นต้น

หากไม่นับศาสนาคริสต์แล้ว ตำนานปรัมปราของยุโรปเหนือนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีนมากที่สุด เพราะเรื่องของ “เอลฟ์” และ “คนแคระ” เป็นเรื่องที่มาจากตำนานนอร์สกับตำนานเยอรมัน ชื่อหลายชื่อในเรื่องเช่น “แกนดัล์ฟ” “กิมลี” หรือแม้คำว่า “มิดเดิลเอิร์ธ” ก็มีที่มาจากตำนานนอร์ส “แกนดัล์ฟ” เป็นตัวละครที่สร้างจากเทพโอดินซึ่งกลับมาเกิดใหม่เป็น “ผู้พเนจร” เฒ่าผู้มีตาเดียว มีหนวดยาวสีขาว สวมหมวกยอดแหลมและถือไม้เท้า จดหมายฉบับหนึ่งของโทลคีนที่เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ระบุว่าเขาจินตนาการแกนดัล์ฟขึ้นมา “แบบโอดินเฒ่าพเนจร”

วรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งในบรรดาตำนานยุโรปเหนือที่มีอิทธิพลต่องานของโทลคีน คือ บทกวีแองโกลแซกซอน เรื่อง เบวูล์ฟ โทลคีนนำองค์ประกอบหลายส่วนมาจากมหากาพย์โวลซุงกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแหวนวิเศษที่ทำจากทองคำ และดาบหักที่ถูกตีขึ้นใหม่ ในมหากาพย์โวลซุงกา แหวนมีชื่อว่า Andvarinaut ส่วนดาบมีชื่อว่า Gram นั่นคือ แหวนเอกธำมรงค์ และดาบนาร์ซิล อย่างไม่ต้องสงสัย ยังมีตำนานปรัมปราของฟินแลนด์อีกเรื่องหนึ่งชื่อ คาเลวาลา ซึ่งตัวโทลคีนเองก็ยอมรับว่า เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขาในการสร้างโลก ‘มิดเดิลเอิร์ธ’ ขึ้น เรื่อง คาเลวาลา ดำเนินไปเกี่ยวกับของวิเศษทรงอำนาจชิ้นหนึ่ง คือ ซัมโป ซึ่งนำพาอำนาจยิ่งใหญ่มาสู่ผู้ถือครอง แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงลักษณะธรรมชาติของตัวมันเอง ฝ่ายธรรมะและอธรรมในเรื่องต่างทำสงครามกันเพื่อแย่งชิง ซัมโป เช่นเดียวกับแหวนเอก ท้ายที่สุด มันก็ถูกทำลายสูญสิ้นไป นอกจากนี้ พ่อมดคนหนึ่งในเรื่องคาเลวาลา คือ ไวแนเมยเนน (Väinämöinen) ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับแกนดัล์ฟ ด้วยมีกำเนิดเป็นอมตะ เป็นผู้เฉลียวฉลาด และสุดท้ายหลังกระทำภารกิจสำเร็จได้ออกเดินทางล่องเรือไปเสียจากแผ่นดินของมรรตัยชน โทลคีนยังสร้างภาษาเควนยาของเขาขึ้นมาจากพื้นฐานภาษาฟินนิชอีกด้วย 

นอกเหนือจากปัจจัยภายนอก ฉากและตัวละครบางตัวก็มาจากประสบการณ์วัยเด็กของโทลคีนเองเมื่อสมัยที่อาศัยอยู่ Sarehole กับ เบอร์มิงแฮม เช่น ภาพของแคว้นไชร์และแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นั้นมาจากดินแดนชนบทรอบ ๆ วิทยาลัย Stonyhurst ที่แลงคาไชร์ ซึ่งโทลคีนมักไปเที่ยวบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1940

หลังจากที่ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ตีพิมพ์เผยแพร่ มีการวิจารณ์กันมากว่า ‘แหวนเอก’ เป็นตัวแทนอุปมาถึงระเบิดนิวเคลียร์ เรื่องนี้โทลคีนยืนยันหนักแน่นว่างานเขียนของเขาไม่ใช่งานสัญลักษณ์แฝงคติ (Allegory) ในบทนำของหนังสือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เขาถึงกับเขียนไว้ว่า เขาไม่ชอบนิยายเปรียบเทียบแฝงคติ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่นิยายแบบนั้น เขายังบอกว่าผู้กล่าวเช่นนั้นช่างไร้ความรับผิดชอบที่จะมาแก้ไขประเด็นเหล่านี้เสียให้ถูก เพราะโทลคีนเขียนเนื้อเรื่องส่วนใหญ่รวมถึงเนื้อหาตอนจบเสร็จก่อนที่ระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกจะปรากฏขึ้นบนโลกในปี ค.ศ. 1945 เสียอีก

อย่างไรก็ดี แนวคิดหลักของเรื่องก็ช่างสอดคล้องกับเหตุการณ์ทันยุคทันสมัย นั่นคือ อารมณ์ของความสิ้นหวังเมื่อต้องต่อสู้กับอาวุธจักรยนต์ที่โทลคีนต้องเผชิญในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในชนบทอันร่มรื่นของเขาไปสู่เขตอุตสาหกรรม การแพร่พันธุ์ใหม่ ๆ ของพวกออร์คและการผลาญทำลายธรรมชาติเพื่อการแพร่พันธุ์นั้น ยังคงสื่อความหมายที่ทันสมัยอยู่เสมอ รวมถึงเรื่องของ “อำนาจ” ที่แหวนเอกมีต่อผู้ครอบครองประหนึ่งผู้เสพติดยา ทำให้วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นงานที่มีความหมายอย่างมากชิ้นหนึ่งในประวัติบรรณพิภพ ดูหนังออนไลน์

No Comments, Be The First!

Your email address will not be published.