แป้ง อรจิรา แหลมวิไล ได้กุหลาบช่อใหญ่มากจากหนุ่ม หวานก่อนวาเลนไทน์

แป้ง อรจิรา แหลมวิไล

แป้ง อรจิรา แหลมวิไล

แป้ง อรจิรา แหลมวิไล นักแสดงสาวสวยมากความสามารถ ชัดเจนมาสักพักแล้ว ตอนนี้หัวใจกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีภาพของแป้งกับหนุ่มที่ดินเนอร์อยู่ริมทะเล แต่ก็ยังไม่ชัดว่าจะใช่แฟนหนุ่มของแป้งหรือไม่ และภาพล่าสุดที่ต้องบอกว่าทำเอาทั้งคนโสดและคนมีแฟนต่างก็อิจฉาแป้งไปตามๆ กัน กับภาพที่เห็นยิ้มมีความสุขเพราะได้รับดอกกุหลาบสีแดงช่อใหญ่มาก พร้อมกับแคปชั่นของแป้งที่เขียนไว้ว่า “Thank uuuuu …” ซึ่งไม่รู้ว่ามีโอกาสวันพิเศษอะไร แต่บอกเลยว่าหวานมาก หวานก่อนวันวาเลนไทน์ไปอีก งานนี้ทำเอาเพื่อนพี่น้องในวงการบันเทิงหลายคนที่มาแสดงความคิดเห็น อย่าง วุ้นเส้น วิริฒิพา ที่บอกว่า “ไม่อิจฉาเท่าไหร่” หรือ ใบเตย อาร์สยาม ที่แซวว่า “ว้าวพี่สาวว ได้ก่อน Vday อีก” และเพื่อนสนิทอย่าง แอริน ยุกตะทัต ที่มาสั้นๆ ว่า “Oooohh” ufa

 

แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล

หลายคนมองว่าเธอเป็นคนแรง ตรงไปตรงมา กล้าเปิดเผย จนทำให้ใครนึกหมั่นไส้เอาได้ แต่นั่นคือตัวตนแท้จริงของ “แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล” ที่ไม่ได้เสแสร้งสร้างภาพขึ้นมา แต่มาจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ และการได้ไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกแต่เด็ก จึงทำให้เธอกลายเป็นคนกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจแบบนี้

 

หลายคนมองว่าแป้งเป็นคนแรง?

ทำไมคนถึงดูว่าแป้งเป็นเด็กแข็งๆ เพราะเราโตขึ้นมาด้วยตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเอง ฉะนั้นเวลาเราตัดสินใจทำอะไรจะพูดอะไรค่อนข้างเป็นตัวเอง เหมือนว่าเราโตมาด้วยตัวเอง เพราะแป้งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่อายุ 11-12 ขวบ ถามว่าแป้งอยู่กับพ่อแม่ใช่มั้ย…ก็ใช่ แต่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่ ส่วนมากแป้งอยู่กับพี่เลี้ยง คือพวกเราสามคนพี่น้องมีพี่เลี้ยงหมดทุกคน และได้เจอพ่อแม่น้อยเหมือนกันแต่ก็ได้เจอบ้าง แล้ววันไหนที่พ่อแม่กลับบ้านดึกเราก็กินข้าวกันสามคนพี่น้อง แต่พอเราไปอยู่เมืองนอกก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ทำให้เราโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง

 

เหตุที่ไปเรียนเมืองนอก?

พอจบ ป.6 ก็ไปแล้ว แป้งไม่อยากอยู่โรงเรียนประจำที่โรงเรียนวัฒนาฯ เพราะกฎเยอะแยะมากมาย มันเบื่อเพราะอยู่มาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ไม่เอาแล้ว คือจะให้เราไปเรียนที่ไหนก็ได้แต่ไม่อยากอยู่โรงเรียนประจำที่นี่ แม่ก็เลยให้ไปอยู่กับป้าที่ประเทศนิวซีแลนด์ เราก็แบบอยากไปด้วยอยากไปสนุก แต่เดือนสองเดือนแรกก็ร้องไห้คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่พออยู่ไปสักพักเราก็โอเค.เริ่มชินเริ่มสนุก มีเพื่อนคนไทยเพื่อนฝรั่งมากมายให้ทำโน่นทำนี่ แต่เพื่อนผู้ชายกับเพื่อนผู้หญิงที่โน่นค่อนข้างโอเพ่นมาก ตอนแรกที่แป้งไปก็ยังไม่ชิน เพราะอยู่โรงเรียนผู้หญิงล้วนมาก่อน ตอนแรกมีผู้ชายมาคุยด้วยเราก็เขินทำยังไงดีหว่า ทำตัวไม่ถูกเลยแต่พอสักพักเริ่มชิน

 

การไปใช้ชีวิตที่โน่นแต่เด็กทำให้เรากลายเป็นคนกล้าแสดงออก?

เราไม่ใช่คนกล้าแสดงออก เพียงแต่อยากทำอะไรก็ทำมาแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่มานั่งว่าไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้ คือพ่อแม่เลี้ยงแป้งมาแบบว่า…ลูกอยากทำอะไรก็ให้ทำ แต่ถ้าเขาอยากให้เราทำ ถ้าเราไม่ทำเขาก็ไม่บังคับ เพราะเราดื้อมากนั่นเอง เป็นคนดื้อที่สุดในบ้าน ไม่รู้ตอนแม่ตั้งท้องเราแม่กินอะไร ( หัวเราะ ) แต่แป้งก็เป็นแบบนี้ จำความได้ก็ดื้อและเอาแต่ใจตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ แต่เรารู้ว่าทำแล้วไม่ได้เดือดร้อนใคร และไม่ได้ทำให้ตัวเองแย่ อยากเรียนรู้มากกว่า แต่ไม่ว่าเราจะดื้อยังไง พ่อแม่ก็รู้ว่าเรารู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไร คือแป้งเข้าใจนะว่าเรียนคือเรียน คิดว่าชีวิตเราถ้าเรียนเก่งได้เกรดดีแล้วจะต้องประสบความสำเร็จ แต่แป้งว่าคนเราต้องรู้จักสังคมต้องรู้จักโลกด้วย ไม่งั้นเราตามเขาไม่ทัน เข้ากับคนอื่นไม่ได้ เกรดเฉลี่ยไม่ได้เป็นตัววัดผลความสำเร็จของเรา แป้งว่าคนเราอยู่ที่ความคิดริเริ่มอยู่ที่จินตนาการสร้างสรรค์ ไม่รู้สิคนเราคิดไม่เหมือนกัน แต่แป้งคิดของแป้งแบบนี้

 

ทำไมถึงกลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย ไม่เรียนต่อที่โน่นไปเลยล่ะ?

ตลอด 5 ปีที่แป้งอยู่โน่นจะกลับมาเยี่ยมบ้านมาเที่ยวทุกปี แล้วเวลากลับมาแป้งรู้สึกเราไม่มีเพื่อนเลย เพราะเราไปโน่นแต่เด็ก และรู้สึกว่ายังไงก็ต้องกลับมาอยู่เมืองไทย เราจะไม่มีเพื่อนเลยก็ไม่ได้ อีกอย่างที่นิวซีแลนด์ มหาวิทยาลัยจะขึ้นชื่อเฉพาะเรื่องศิลปะ ซึ่งเราก็ไม่ได้มีหัวทางด้านนั้นเท่าไหร่ เลยกลับมาเรียนเมืองไทยดีกว่า และสอบเข้าธรรมศาสตร์ เพราะเรามีคิดเอาไว้แล้วว่ากลับมาเราจะเข้าธรรมศาสตร์ แล้วคณะบีบีเอของธรรมศาสตร์ เป็นที่หนึ่งของประเทศ เราก็เอาให้รอด สอบเข้าให้ได้ คือแป้งก็โดดนะ แต่พอจะสอบก็ขวนขวายหาทาง คือแป้งเป็นคนหัวดีแต่ขี้เกียจ ขี้เกียจมากด้วย ตอนเรียนธรรมศาสตร์เราก็เรียนให้รอดเหมือนกัน แม่บอกว่าแม่ต้องการให้ได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3 เราก็ได้ 3.04 คือแม่บอกเท่าไหนได้เท่านั้น ถ้าเขาต้องการ 3.5 เราก็ทำให้ได้ บังเอิญเขาต้องการแค่ 3

 

ถึงจะใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกแค่ 5 ปี แต่พอกลับมาอยู่เมืองไทยแป้งก็ต้องปรับตัวมากพอสมควร?

ปรับค่ะ ตอนอยู่โน่นแป้งกล้าก็จริง แต่จะไม่เข้าไปคุยกับใครก่อน เพราะเด็กฝรั่งเขาจะเข้ามาคุยกับเราก่อน แต่พอมาอยู่เมืองไทย เด็กมหา’ลัยก็จะรู้จักกันอยู่แล้ว แต่เราสิไม่รู้จักเขาเลย ก็เลยทำให้เรากล้ามากขึ้น เพราะถ้าเราไม่กล้าเข้าไปคุยกับใครก็จะไม่มีใครคุยกับเรา มันเลยทำให้แป้งกล้าหนักกว่าเดิมอีก เฮ้อ…เวรกรรม แล้วตอนเรียนธรรมศาสตร์แป้งก็โดดเรียนยับเหมือนกัน เขาให้โดดได้ 30% เราก็โดดตามนั้นเป๊ะเลย แต่พอแป้งเข้าวงการตอนเรียนปี 2 ซึ่งต้องทำงานและเรียนด้วย เลยทำให้เรียนหนักกว่าเดิม และพอคิดจะโดดเรียนก็โดดไม่ได้ ต้องเข้าเรียน

 

เรียนหนังสืออยู่ดีๆ มีโอกาสได้เข้าวงการโดยที่แป้งไม่เคยคิดมาก่อน?

แป้งไม่เคยคิดเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาส เพราะเมื่อก่อนคนจะเข้าวงการไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เหมือนตอนนี้ที่มันง่ายมาก ตอนนั้นกะจะเรียนให้จบแล้วไปต่อโทที่เมืองนอกกลับมาทำงานออฟฟิศ แต่อยู่ดีๆได้เข้าวงการก็ดีค่ะ มีโอกาสเข้ามาก็รับไว้ แต่ตอนแรกคิดว่าได้ถ่ายโฆษณาได้เงินค่าขนมก็โอเค.นะ ไม่เคยคิดจะยึดเป็นอาชีพหรือคิดว่าจะอยู่นานขนาดนี้ แต่พอทำไปกลับมีงานเข้ามาเรื่อยๆ เราก็รู้สึกดีใจนะ เพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่สองที่สามที่สี่ตามมา ได้เล่นละครและได้เป็นนางเอก เพราะหน้าตาเราใช่ว่าจะสะสวยพอที่จะเป็นนางเอกได้ แต่หน้าเราจะออกแนวๆ มากกว่า หน้าดูแปลกๆ ดี ก็เลยทำให้เราทิ้งโอกาสไปไม่ได้ ขนาดพ่อแม่ยังไม่คิดเลยว่าเราจะอยู่มานานขนาดนี้

 

รักงานแสดงรักวงการนี้มั้ย?

รักค่ะ เรามาอยู่ตรงนี้ก็อยากให้คนดูงานของเรา นึกออกไหมว่าแป้งไม่ใช่คนสวยแบบสวยเลิศเป็นนางเอก แต่เรามีความแปลก อยากให้คนมองแป้งจากการแสดงด้วย อยากให้คนดูแล้วชอบในสิ่งที่เราเล่น แป้งมาอยู่ตรงนี้ทำงานตรงนี้ก็ต้องพัฒนาไม่ใช่จะย่ำอยู่กับที่ ถ้าอยากอยู่ตรงนี้นานๆ ก็ต้องมีการพัฒนา

 

4 ปีกับการทำงานวงการนี้ทำให้แป้งได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์อะไรบ้าง?

แป้งก็ทำมาหลายอย่างเหมือนกันนะ จากเมื่อก่อนเวลามีใครมาสัมภาษณ์ หรือแป้งไปไหนไม่ค่อยจะมือโปรเท่าไหร่ ยังรู้สึกเขินๆอายๆ แต่ตอนนี้เริ่มชินหายเกร็ง และรู้สึกทรีตทุกคนที่ทำงานด้วยกัน มันก็เหมือนเราทำงานออฟฟิศแต่เป็นงานคนละแบบ และสิ่งที่แป้งได้เรียนรู้คือเรื่องการทำงานหนักที่สุดเป็นยังไง การเป็นนักแสดงหนักมากนะพี่ แป้งเคยถ่ายละครตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลิกตี 3 พอวันรุ่งขึ้น 9 โมงเช้ามาถ่ายต่อเลิกตี 3 อีกแล้ว มันหนักกว่าทำงานออฟฟิศอีกนะ ทำงานออฟฟิศแค่ใช้สมอง แต่นี่ใช้ทั้งสมองร่างกายและจิตวิญญาณเลยแหละ แล้วเวลาเราเล่นบทโกรธมันเหนื่อยมาก แป้งเพิ่งมารู้ว่าการเล่นร้ายเหนื่อยมากตอนเล่นละครเรื่อง “มายาพิศวาส” แป้งหอบแฮกๆ หายใจไม่ทันเพราะใช้พลังงานเยอะ แล้วเวลาเราพักจากการถ่ายทำก็ไม่ใช่ว่ากินข้าว นั่งพัก แล้วจะหายเหนื่อย พอพักเสร็จต้องรีบแต่งหน้าแต่งตัว ไม่ได้นั่งพักยาวๆ แต่ต้องเปลี่ยนเสื้อเพื่อมาเข้าอีกฉาก

 

วางแพลนในอนาคตยังไงกับวงการนี้?

ก็พยายามให้ดีที่สุด เพราะคนใหม่ๆก็ขึ้นมาเร็วมาก คนเก่าก็ไปเร็วมาก เราไม่คิดจะอยู่ค้ำฟ้า แต่เราอยู่ด้วยความรู้สึก และอยากอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุด โดยที่ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย ซึ่งเราก็เล่นละครดีขึ้นกว่าเรื่องแรก แต่ถามว่ามันดีที่สุดหรือยัง…ยังไม่ใช่ แป้งอยากได้โอกาสทำให้ดีที่สุด อยากลองเล่นบทอื่นไปเรื่อยๆ

 

เส้นทางรัก แป้ง อรจิรา แหลมวิไล

นางเอกสวยรวยเสน่ห์ “แป้ง-อรจิรา แหลมวิไล” ปล่อยใจให้ “ร้างรัก” มาหลายปี หลังจากที่ ภูริ หิรัญพฤกษ์ “ย้ายทะเบียนรัก” ไปปักหลักกับสาวอื่น แต่ “สวยเซ็กซี่” และ “ขาวดีทั้งร่าง” อย่าง “แป้ง” หรือจะ “มีเหงา?”…หัวใจไม่เคยเศร้า…ไม่ขอเป็น “ตัวเลือกของใคร”-ขอเลือก “ชายโชคดี” เอง

“แป้ง” สวยสะดุด หยุดสายตาหนุ่มๆให้แวะเวียน “มาท่องเที่ยวในหัวใจ” หลายต่อหลายคน เริ่มต้นจากนักร้องหนุ่ม “เพทาย” ค่ายอาร์เอส-นักดนตรี “หนุ่มวิน” วง “โปเตโต้” รวมถึง “ไฮโซหนุ่มจอมฉาว” แพท-พรประภา ที่ก่อนจะไปคลั่งรัก “ปู-ไปรยา” จนอีนุงตุงนังเป็น “รัก 3 เส้า” ระหว่าง “ปู-แพท-ณัฐ” ก็มาหลงเสน่ห์ “สาวแป้ง” ถึงขนาดเที่ยวให้ สัมภาษณ์บอกนักข่าวว่า “คบแป้งเป็นแฟน” ผิดกับ แป้ง ที่ยังความโสด…อยากปากโป้งบอกนักข่าวดีนัก แป้ง ก็เลยลงโทษ “หนุ่มแพท” ด้วยการสลัดรัก แค่เธออยากควงไฮโซโก้หรู ชอบ “กินเงียบๆไม่โฉ่งฉ่าง” ใคร “ปากสว่าง” แป้ง ไม่รัก-ให้ระวังตัว!

หนุ่มๆทุกคนก็หวังจะ “ชนะใจแป้ง” แต่ทุกคนก็ต้องผิดหวังกลับไป เพราะ แป้ง ชอบ “ตีตั๋วหัวใจแบบไป-กลับ”…ส่วนมากผู้ชายชอบ “เลี้ยวมาแล้วก็วกกลับไป” สุดท้ายก็ได้แค่ “แวะมาเที่ยว” แต่ใครจะเกี่ยว “แป้ง” ไปเป็น “แฟน” ไม่ได้สักคน!

แป้ง เป็น “สาวรุ่นใหม่” จิตใจ “รักสนุก” มองความรักเป็น “เรื่องของฤดูกาล” ช่วงไหนอากาศดีก็ “แฮปปี้หลายๆ”…ช่วงไหนเจอมรสุมก็น่าเบื่อ…เลยตัดสินใจไม่ได้ว่า “จะเลือกใครดี”

ตอนแรกๆที่ แป้ง เลิกกับ ภูริ มีคนบอกว่า “แป้งถึงจุดอิ่มตัวของความรัก” จากการที่ 2 คนเข้ากันได้ดี กลายเป็นนักมวยอยู่คนละมุม คือมุมแดงกับมุมน้ำเงิน ภูริ ห่วงไม่อยากให้ แป้ง ห่างหาย แต่ แป้ง อยากไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนสาวๆ ทำให้ “สัมพันธ์ร้าว”…พอมีข่าว ภูริ กิ๊กกับ แอน-อลิชา เป็นอันว่าตำนานรักของ แป้ง กับ ภูริ ปิดฉากลงอย่างน่าเสียดาย… แต่ “แป้ง-ภูริ-แอน” ล้วนมีใจเป็นนักกีฬา…ยังร่วมงานกันได้ แป้ง กับ แอน เล่นละครเรื่อง “มายาพิศวาส” ทางช่อง 5 ในเรื่องนี้ แป้ง ต้องใส่ “วิกหัวงู” แต่ถ้าเลือกได้…แป้ง อยากใส่วิก “หัวนกอินทรี” เผื่อจะได้บินเหมือนนกที่บินได้ไกลๆ!

ตอนละครเปิดกล้องใหม่ๆ ก็มีข่าวลือว่า 2 สาว “แป้ง-แอน” ไฟแค้นสุมอกจนตบกันไฟแลบกลางกองถ่าย…ที่แท้เป็นแค่ฉากตบตีกันในละคร หากตบกันจริงๆอยากรู้ว่า ภูริ จะอยู่ข้างใคร? ระหว่าง “แฟนเก่า-แฟนใหม่” หรือไม่กล้าอยู่ข้างใคร…เพราะกลัว “เจอลูกหลง” เจ็บตัวฟรี

เมื่อถามถึง “ผู้ชายเซ็กซี่ในสายตาของ แป้ง จะต้องเป็นไฉน?”…เธอตอบอย่างเร็วไวว่า “ความสูงของผู้ชายเป็นจุดที่เซ็กซี่ที่สุด”…ความจริงผู้ชายยังมี “ส่วนยื่น-ส่วนยาวอื่นๆ” ที่ผู้หญิงหลงใหลอีกมากมาย ทำไม “ผู้ชายเสาโทรเลข” จึงเป็น “สุดยอดสเปก” ของ “แป้ง-อรจิรา!” (2 ตลกอย่าง “โย่ง เชิญยิ้ม” กับ “ยาว อยุธยา” มาหา “แป้ง” ได้เลย!)

ล่าสุด ตกเป็นข่าวกิ๊กกั๊กกันเพราะร่วมงานกันในละครเรื่อง “”นารีสโมสร”” ตามมาด้วยข่าวที่ออกมาว่า แป้ง – อรจิรา แหลมวิไล เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางหัวใจบีบบังคับให้ ฟลุค เกริกพล มัสยวาณิช ออกมาเปิดปากว่าแยกบ้านอยู่กับเมียสวย โบ -ชญาดา มัสยวาณิช มาเป็นเวลา 2 ปี

No Comments, Be The First!

Your email address will not be published.